จับตาผลประชุมเฟด 1-2 พ.ค.กระทบเงินบาท ตลาดหุ้นไทย

ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา อ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนในระหว่างสัปดาห์ เงินบาททยอยอ่อนค่าลง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ขยับแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และสอดคล้องกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค

ตลอดจนสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ในวันศุกร์ (27 เม.ย.) เงินบาทปิดระดับราคา 31.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังแตะ 31.64 ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนในระหว่างสัปดาห์ เทียบกับ 31.33 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 เม.ย.)

สำหรับสัปดาห์หน้า ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาท 31.40-31.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟด (1-2 พ.ค.) ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ตลอดจนข้อมูล PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนเม.ย. รวมถึงรายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนี Core PCE Price Index เดือนมี.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูล PMI เดือนเม.ย. ของอีกหลายๆ ประเทศด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,778.02 จุด ลดลงร้อยละ 1.29 จากสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ปรับลดลงร้อยละ 5.81 จากสัปดาห์ก่อนที่มูลค่า 61,451.33 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 486.04 จุด ลดลงร้อยละ 0.37 จากสัปดาห์ก่อน

ดัชนีตลาดหุ้นไทย ได้รับแรงกดดันจากการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมีเข้ามากดดันเพิ่มเติมในระหว่างสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ดัชนี SET สามารถฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางสัญญาณทางการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีแนวโน้มดีขึ้น

สำหรับสัปดาห์หน้า (30 เม.ย.-4 พ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,770 และ 1,750 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,790 และ 1,805 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการทยอยประกาศผลการเงินดำเนินงานของบจ.งวดไตรมาส 1/2561 ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนมี.ค. และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเม.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพี (เบื้องต้น) งวดไตรมาส 1/2561 ของกลุ่มยูโรโซน และ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนเม.ย. ของญี่ปุ่นและจีน.-สำนักข่าวไทย

Comments are closed.